บทความทั้งหมด

ใบแจ้งหนี้ลูกค้าองค์กร (B2B) ต่างจากลูกค้าทั่วไปอย่างไร

อ่าน 1 นาที

ไม่มีรูปภาพ
ใบแจ้งหนี้ลูกค้าองค์กร (B2B) ต่างจากลูกค้าทั่วไปอย่างไร

ใบแจ้งหนี้ที่ส่งให้คุณลูกค้ารายบุคคลกับใบที่ส่งให้ฝ่ายบัญชีของบริษัท อาจดูเป็นเอกสารเดียวกัน แต่การใช้งานจริงต่างกันมาก ลูกค้าทั่วไป (B2C) มักตัดสินใจจ่ายเองได้ทันที ส่วนลูกค้าองค์กร (B2B) ต้องผ่านคนหลายคนและมีขั้นตอนภายใน การรู้ความต่างนี้ช่วยให้ร้านเล็กที่เริ่มรับงานองค์กรไม่ต้องเจอเรื่องไม่คาดคิด

ภาพรวมความแตกต่าง

หัวข้อลูกค้าทั่วไป (B2C)ลูกค้าองค์กร (B2B)
ผู้ตัดสินใจจ่ายคนเดียวกับผู้สั่งซื้อผู้สั่ง ผู้อนุมัติ และฝ่ายบัญชีอาจเป็นคนละคน
ข้อมูลในใบชื่อ ยอด วิธีจ่ายชื่อนิติบุคคล ที่อยู่ เลขผู้เสียภาษี เลขที่ใบสั่งซื้อ
ระยะเวลาชำระมักสั้น ภายในไม่กี่วันมักยาวกว่า ตามรอบจ่ายของบริษัท
ช่องทางส่งเอกสารแชตหรือลิงก์อีเมลถึงฝ่ายบัญชี หรือระบบของผู้ซื้อ
หลักฐานการจ่ายสลิปโอนสลิป หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย ฯลฯ ตามกรณี

ข้อมูลที่ใบแจ้งหนี้องค์กรมักต้องมีเพิ่ม

องค์กรต้องนำเอกสารไปลงบัญชี จึงมักต้องการข้อมูลที่ครบถ้วนกว่า โดยทั่วไปควรเตรียมหัวข้อเหล่านี้ให้พร้อม และสอบถามฝ่ายบัญชีของลูกค้าว่าต้องการรูปแบบไหน

  • ชื่อนิติบุคคลและที่อยู่ตามที่ลูกค้าแจ้งจริง สะกดให้ตรงทุกตัวอักษร
  • เลขประจำตัวผู้เสียภาษีของลูกค้า (หากลูกค้าให้มา)
  • เลขที่ใบสั่งซื้อ (PO) ที่ลูกค้าส่งมา เพราะหลายบริษัทไม่จ่ายถ้าไม่มี PO อ้างอิง
  • รายละเอียดสินค้าหรืองานที่ชัดพอให้ผู้อนุมัติเข้าใจโดยไม่ต้องถามคนสั่ง
  • เงื่อนไขการชำระและวันครบกำหนด
  • ชื่อผู้ติดต่อฝั่งร้านที่ตอบคำถามเรื่องบัญชีได้

เรื่องภาษีและรูปแบบเอกสารตามกฎหมาย (เช่น ใบกำกับภาษี) เป็นเรื่องเฉพาะกิจการ ควรปรึกษานักบัญชีหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี บทความนี้ไม่ใช่คำแนะนำทางภาษี

ระยะเวลาชำระและการอนุมัติภายใน

องค์กรจำนวนมากมีรอบจ่ายเงินที่แน่นอน เช่น จ่ายสัปดาห์ละครั้ง หรือเดือนละครั้งตามวันที่กำหนด หากใบเข้าไปหลังรอบตัดเอกสาร อาจต้องรอรอบถัดไป ข้อแนะนำคือ

  1. ถามตั้งแต่ก่อนเริ่มงานว่าบริษัทมีรอบรับเอกสารและรอบจ่ายเมื่อไร
  2. ส่งใบแจ้งหนี้ให้เร็วที่สุดหลังส่งมอบงาน
  3. กำหนดวันครบชำระให้สอดคล้องกับรอบนั้น ดูแนวคิดเพิ่มเติมที่ การกำหนดวันครบชำระ
  4. ติดตามกับฝ่ายบัญชีโดยตรง อย่าติดตามกับผู้สั่งงานเพียงอย่างเดียว

การสื่อสารที่ต่างกัน

กับลูกค้าทั่วไป

ใช้ภาษากระชับ เป็นกันเอง ส่งลิงก์จ่ายผ่านแชตและให้กดจ่ายได้เลย

กับลูกค้าองค์กร

ใช้ภาษาที่เป็นทางการมากขึ้น ส่งทางอีเมลพร้อมไฟล์เอกสาร ระบุเลขที่ใบและ PO ในหัวเรื่อง เช่น "ใบแจ้งหนี้ INV-202610-012 อ้างอิง PO เลขที่ ..." (ตัวอย่าง) เพื่อให้ค้นหาในกล่องจดหมายได้ ควรแนบวิธีโอนเงินที่ชัดเจน และแจ้งว่าให้ส่งหลักฐานการโอนกลับมาทางไหน

การเทียบเงินเข้ากับใบ

ลูกค้าองค์กรมักโอนรวมหลายใบในครั้งเดียว หรือหักค่าธรรมเนียม/ภาษี ทำให้ยอดไม่ตรงกับใบเดียวเสียทีเดียว ควรขอใบแจ้งการชำระ (remittance advice) หรือรายการแจกแจงว่าโอนครั้งนี้ปิดใบไหนบ้าง เพื่อกระทบยอดได้ถูกต้อง ลองอ่านแนวคิดใน การกระทบยอดรายวัน

เช็กลิสต์เมื่อเริ่มรับลูกค้าองค์กร

  • ขอข้อมูลนิติบุคคลและผู้ติดต่อฝ่ายบัญชีตั้งแต่ก่อนเริ่มงาน
  • ถามเรื่อง PO และรอบรับเอกสาร
  • เตรียมรูปแบบใบที่ใส่ข้อมูลครบ
  • ส่งใบทางอีเมลที่เหมาะสมและเก็บหลักฐานการส่ง
  • ปรึกษานักบัญชีเรื่องเอกสารภาษีที่ต้องออก
  • บันทึกว่าโอนครั้งไหนปิดใบไหน

PPay รองรับการสร้างใบแจ้งหนี้และตรวจสลิปการโอนผ่านร้านค้า ถ้าสนใจนำไปใช้กับลูกค้าประจำ ดูแนวทางเริ่มต้นที่ หน้าเริ่มต้น หรืออ่านการต่อ API ที่ เอกสาร API

ลองตรวจสลิปอัตโนมัติกับร้านของคุณ

สมัครแล้วเริ่มใช้งานได้ภายในไม่กี่นาที

บทความอื่น ๆ